
- แบรนด์และลูกค้า: ปอร์เช่ตอกย้ำความเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการนำเสนอทางเลือกที่แตกต่างในกลุ่มรถสปอร์ตหรูและรถพรีเมียมระดับสูง โดยยังคงยึดหลักคุณค่าเหนือปริมาณ (Value over Volume) และพร้อมวางแผนเพิ่มทางเลือกในการปรับแต่งรถเฉพาะบุคคล เพื่อให้รถยนต์แต่ละคันมีความพิเศษและเอกลักษณ์เฉพาะตัวยิ่งขึ้น
- ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี: ปอร์เช่ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถยนต์ที่มีความสปอร์ตสูงสุดในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการลงทุนอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนและแบตเตอรี่ โดยวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารรถยนต์แต่ละกลุ่ม พร้อมขยายกลุ่มรถยนต์ให้ครอบคลุมตลาดในกลุ่ม D และ E ซึ่งมีอัตรากำไรสูงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ภายในงาน Capital Markets Day ปอร์เช่ยังเผยแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยนตรกรรมสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ใช้เครื่องยนต์วางกลางที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
- องค์กรและการดำเนินงาน: ปอร์เช่มุ่งปรับองค์กรให้ลดการใช้ทรัพยากร คล่องตัว มีประสิทธิภาพ และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมวางแผนลดจุดคุ้มทุนให้สามารถครอบคลุมต้นทุนได้ด้วยยอดขายรถยนต์ต่ำกว่า 200,000 คัน โดยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและประสิทธิภาพการผลิต
- ปอร์เช่มุ่งเน้นธุรกิจหลัก ปรับองค์กรให้คล่องตัว และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยผู้บริหารที่แข็งแกร่ง
- เป้าหมายทางการเงิน: ปอร์เช่มุ่งเพิ่มมูลค่าต่อคัน และลดการผูกผลประกอบการกับปริมาณยอดขาย โดยคาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของธุรกิจ
- ในระยะกลาง ปอร์เช่ตั้งเป้าอัตรากำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายของกลุ่มบริษัทที่ 10–15 เปอร์เซ็นต์ และอัตรากระแสเงินสดสุทธิต่อยอดขายของธุรกิจยานยนต์ที่ 9–12 เปอร์เซ็นต์
- ในระยะยาว ปอร์เช่ได้วางเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์และอัตรากระแสเงินสดสุทธิต่อยอดขายของธุรกิจยานยนต์อยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์
สตุ๊ทการ์ท. ปอร์เช่ เอจี นำเสนอการปรับทิศทางกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด Sportwagenschmiede ’35 ขับเคลื่อนด้วยความหลงใหลในรถสปอร์ต ในงาน Capital Markets Day ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาในเมือง ไวซัค (Weissach) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการตอกย้ำสถานะของปอร์เช่ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตรถสปอร์ตที่ครองใจผู้คนมากที่สุด ด้วยจุดยืนที่เป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่เป็นรากฐาน ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มรถสปอร์ตหรูและรถสปอร์ตพรีเมียมระดับไฮเอนด์ช่วยให้ปอร์เช่สร้างผลตอบแทนที่ดีในตลาดรถยนต์หรู ควบคู่กับข้อได้เปรียบจากการดำเนินธุรกิจในขนาดที่ใหญ่ขึ้น โดยปอร์เช่จะยังคงยึดหลักคุณค่าเหนือปริมาณ (Value over Volume) เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจต่อไป พร้อมปรับองค์กรให้ลดการใช้ทรัพยากร ทำงานได้รวดเร็วและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดจุดคุ้มทุนลงอย่างมาก โดยตั้งเป้าครอบคลุมต้นทุนด้วยยอดขายรถยนต์ต่ำกว่า 200,000 คัน โดยในระยะกลาง บริษัทตั้งเป้าอัตรากำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายของกลุ่มบริษัทที่ 10–15 เปอร์เซ็นต์ และอัตรากระแสเงินสดสุทธิต่อยอดขายของธุรกิจยานยนต์ที่ 9–12 เปอร์เซ็นต์ สำหรับระยะยาวปอร์เช่วางเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ และอัตรากระแสเงินสดสุทธิต่อยอดขายของธุรกิจยานยนต์อยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์
ดร. ไมเคิล ไลเทอร์ส (Michael Leiters) ประธานคณะกรรมการบริหาร ปอร์เช่ เอจี กล่าวว่า “เรากำลังเดินหน้าตามแผนที่ชัดเจนภายใต้กลยุทธ์ Sportwagenschmiede ’35 โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์รถสปอร์ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเรา ผ่านรถยนต์ทุกรุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่ที่ผู้คนใฝ่ฝันอยากครอบครองในกลุ่มตลาดที่มีอัตรากำไรสูงเป็นพิเศษ กลยุทธ์ของเราจะวางรากฐานให้ปอร์เช่ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มผลผลิต และสร้างผลกำไรได้ดียิ่งขึ้นอย่างชัดเจน ผ่านการดำเนินงาน 3 ระยะ ขณะนี้เราให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทเป็นหลัก และเราได้ก้าวผ่านหมุดหมายสำคัญในหลายด้านแล้ว”
ตัวอย่างเช่น บริษัทและตัวแทนพนักงานได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันภายใต้แผนปรับองค์กรเพื่ออนาคต ซึ่งครอบคลุมถึงการลดตำแหน่งงาน 9,000 ตำแหน่งโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมให้คำมั่นว่าจะรักษาตำแหน่งงานของพนักงานหลักไว้จนถึงปี 2035 นอกจากนี้ บริษัทยังได้ดำเนินมาตรการสำคัญเพื่อมุ่งเน้นธุรกิจหลัก ทั้งการขายหุ้นใน Rimac และ Bugatti Rimac และการลงนามในข้อตกลงขาย MHP บริษัทในเครือที่ให้บริการด้านที่ปรึกษา รวมถึงวางแผนยุติการดำเนินงานด้านการพัฒนาและการผลิตของ Cellforce Group, Porsche eBike Performance และ Cetitec
นอกจากนี้ การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์จะช่วยเสริมผลการดำเนินงานของปอร์เช่ โดยเริ่มจาก 718 บ็อกสเตอร์ (Boxster) และเคย์แมน (Cayman) รุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนยอดขายในปี 2028 ซึ่งเป็นปีแรกที่ปอร์เช่ผลิตรถยนต์ทั้งสองรุ่นตลอดทั้งปี และในปีเดียวกัน ปอร์เช่จะเปิดตัวรถเอสยูวีรุ่นใหม่ในกลุ่ม B เพื่อเป็นอีกทางเลือกควบคู่ไปกับมาคันน์ (Macan) รุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบในปัจจุบัน โดยรถยนต์รุ่นใหม่นี้จะมีขุมพลังให้เลือกทั้งเครื่องยนต์สันดาปและระบบปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งปอร์เช่จะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตในปี 2028 และคาดว่ารถยนต์รุ่นนี้จะมีส่วนสำคัญในการเพิ่มยอดขายและยกระดับการทำกำไรในปี 2029 จากนั้นปอร์เช่จะทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นที่กลุ่ม D และ E ซึ่งมีจุดเด่นด้านอัตรากำไรที่สูง และคาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรให้สูงขึ้น
ดร. ไลเทอร์ส กล่าวเพิ่มเติมว่า “กลยุทธ์ของเราให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะกลางเป็นอย่างมาก เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ เกิดผลและสร้างผลลัพธ์ได้เร็วที่สุด เราตั้งใจเลือกคำว่า Sportwagenschmiede เพราะสะท้อนตัวตนที่ปอร์เช่ต้องการถ่ายทอดในอนาคตได้อย่างครบถ้วน ทั้งการนำเสนอรถยนต์ที่มีความสปอร์ตสูงสุดในทุกกลุ่ม ความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์ แนวคิดที่ยึดหลักความเป็นจริง และการดำเนินงานด้วยแนวคิดของผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจ เราต้องการให้ปอร์เช่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้า พนักงาน พันธมิตร และนักลงทุนของเรา”
ภายในงาน Capital Markets Day ปอร์เช่นำเสนอกลยุทธ์ Sportwagenschmiede ’35 ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ แบรนด์และลูกค้า ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี องค์กรและการดำเนินงาน ปัจจัยสนับสนุน และเป้าหมายทางการเงิน โดยมีสาระสำคัญและข้อมูลในแต่ละด้านดังต่อไปนี้
แบรนด์และลูกค้า
ปอร์เช่พร้อมตอกย้ำเอกลักษณ์ของแบรนด์รถสปอร์ตให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยึดหลักคุณค่าเหนือปริมาณในการดำเนินธุรกิจ ให้ความสำคัญกับคุณภาพในทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจและเป็นสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสและรับรู้ได้โดยตรง
- ปอร์เช่โดดเด่นด้วยการออกแบบ ความพิเศษเฉพาะตัว สมรรถนะ มรดก และความสนุกในการขับขี่ ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้เป็นรากฐานของจุดยืนอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่
- ปอร์เช่มีจุดยืนที่แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น ด้วยการเชื่อมโยงกลุ่มรถสปอร์ตพรีเมียมระดับไฮเอนด์และรถสปอร์ตหรูเข้าด้วยกัน โดยจะพัฒนาจุดยืนนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเริ่มต้นประสบการณ์กับปอร์เช่ผ่านทางเลือกที่น่าสนใจ พร้อมมุ่งขยายสู่กลุ่มตลาดที่เน้นความพิเศษเฉพาะตัวมากขึ้นและให้อัตรากำไรที่สูงกว่า
- ปอร์เช่วางแผนยกระดับจุดยืนของแบรนด์ด้วยแนวทางต่าง ๆ รวมถึงการเพิ่มทางเลือกในการปรับแต่งรถเฉพาะบุคคล และการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์สู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยแนวทางนี้ปอร์เช่จึงตั้งเป้าเพิ่มราคาจำหน่ายเฉลี่ยของรถยนต์รุ่นสูงสุดประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในระยะกลาง โดยพัฒนาคุณสมบัติของรถยนต์ให้สอดคล้องกับระดับราคาที่เพิ่มขึ้น
- ปอร์เช่มุ่งขยายทางเลือกในการปรับแต่งรถเฉพาะบุคคลตามแผนที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มรายได้จากอุปกรณ์เสริมต่อรถยนต์หนึ่งคันอย่างมากในแผนระยะกลาง พร้อมขยายการนำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลในระดับสูงผ่านโปรแกรมซอนเดอร์วุนช์ (Sonderwunsch) โดยตั้งเป้าเพิ่มยอดขายจากธุรกิจนี้เป็น 6 เท่าในระยะกลาง ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์น่าดึงดูดและมีความพิเศษเฉพาะตัวยิ่งขึ้น
- ในอนาคต ปอร์เช่จะรวมการดำเนินงาน 3 ด้านไว้ภายใต้แนวคิด Home of Sports Cars ได้แก่ สมรรถนะ (Performance) ร่วมกับแมนทาย (Manthey) ความพิเศษเฉพาะบุคคล (Exclusiveness) ซึ่งครอบคลุมโปรแกรมซอนเดอร์วุนช์และโปรแกรมเอ็กคลูซีฟ เมนูแฟคทัวร์ (Exclusive Manufaktur) และมรดกของแบรนด์ (Heritage) โดยมีโปรแกรมซอนเดอร์วุนช์ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นบริการหลักและพร้อมเดินหน้าขยายโปรแกรมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
- ภายใต้แนวทางนี้ ปอร์เช่เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในด้านสมรรถนะด้วยการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในแมนทาย เรซซิ่ง (Manthey Racing) เป็น 67 เปอร์เซ็นต์ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จกับผู้เชี่ยวชาญด้านรถสปอร์ตที่นูร์เบอร์กริง (Nürburgring) ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยทั้งสองบริษัทจะร่วมกันขยายผลิตภัณฑ์และบริการ ตั้งแต่ชุดแต่งเพื่อเพิ่มสมรรถนะ ประสบการณ์ขับขี่ในสนามแข่งสุดพิเศษ ไปจนถึงแนวคิดการพัฒนารถยนต์ที่ผลิตในจำนวนจำกัด
- นอกจากนี้ ปอร์เช่มุ่งบรรลุเป้าหมาย 2 ประการด้วยแผนพัฒนาคุณภาพ ได้แก่ การยกระดับผลิตภัณฑ์และการบริการให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น ควบคู่กับการลดค่าใช้จ่ายด้านการรับประกันลงสูงสุด 45 เปอร์เซ็นต์ในระยะกลาง
ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี
ปอร์เช่มุ่งให้รถยนต์แต่ละรุ่นมีความพิเศษเฉพาะตัวและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับจำนวนรุ่นย่อย และให้ความสำคัญกับตลาดระดับไฮเอนด์ที่มีศักยภาพมากขึ้นในการวางแผนกลุ่มรถยนต์ โดยปอร์เช่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการนำเสนอรถยนต์ที่มีความสปอร์ตสูงสุดในทุกกลุ่มตลาดที่เข้าไปแข่งขัน และพร้อมถ่ายทอดจิตวิญญาณของปอร์เช่ 911 ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในรถยนต์ทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์
- วางทิศทางกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจนและเพิ่มประสิทธิภาพ: ปอร์เช่กำลังปรับกลุ่มรถยนต์ให้มีจำนวนรุ่นย่อยที่เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าลดจำนวนรุ่นย่อยลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายต่อรุ่นย่อยได้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ในระยะกลาง
- มุ่งสู่กลุ่ม D และ E ที่มีอัตรากำไรสูง: ปอร์เช่ต้องการเสริมความแข็งแกร่งในรถยนต์กลุ่ม D และ E ซึ่งเป็นตลาดระดับบนที่รับมือกับความผันผวนได้ดีกว่า โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรถยนต์กลุ่ม D และ E ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมดขึ้นประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ในระยะกลาง
- เพิ่มความพิเศษให้รถยนต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของปอร์เช่และรุ่นย่อยระดับเรือธง: ปอร์เช่ประกาศพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยนตรกรรมสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ใช้เครื่องยนต์วางกลาง เพื่อรองรับกลุ่มรถยนต์ในระดับที่สูงกว่าปอร์เช่ 911 รถสปอร์ตที่เป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่
- นอกจากนี้ ปอร์เช่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับรถยนต์ตระกูล 911 ในตลาดระดับ D ด้วยรุ่นย่อยของปอร์เช่ 911 ที่ถ่ายทอดอารมณ์สปอร์ตได้อย่างเร้าใจ
- ปอร์เช่ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนารถยนต์เอสยูวีในกลุ่ม D ที่วางตำแหน่งที่สูงกว่าคาเยนน์ (Cayenne) โดยแนวทางทั้งหมดนี้มุ่งเพิ่มความน่าสนใจ ความพิเศษเฉพาะตัว และความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มผลิตภัณฑ์
- กลุ่มรถยนต์ที่โดดเด่นและน่าสนใจ: ปอร์เช่วางแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่สะท้อนตัวตนของปอร์เช่อย่างน้อยปีละหนึ่งรุ่นจนถึงปี 2030 พร้อมพัฒนารถยนต์ในตระกูลปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้รถยนต์ทุกกลุ่มมอบประสบการณ์การขับขี่สปอร์ตที่พิเศษเฉพาะตัว เร้าใจ และถ่ายทอดเอกลักษณ์ของปอร์เช่ได้ชัดเจนยิ่งกว่าที่เคย
- ปอร์เช่ยังคงยึดแนวทางระบบขับเคลื่อนทั้ง 3 รูปแบบ โดยให้ความสำคัญกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น พร้อมพัฒนากลยุทธ์ด้านระบบขับเคลื่อนต่อไป โดยปอร์เช่ประกาศลงทุนในระบบขับเคลื่อนเครื่องยนต์สันดาปและปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ รวมถึงเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นใหม่
- นำเสนอรถยนต์ที่มีความสปอร์ตสูงสุดในทุกกลุ่มตลาดที่ปอร์เช่มุ่งเน้น ด้วยเทคโนโลยีที่สะท้อนตัวตน: ปอร์เช่ตอกย้ำจิตวิญญาณรถสปอร์ตในรถยนต์ทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งแบบ 2 ประตูและ 4 ประตู และครอบคลุมทุกระบบขับเคลื่อน
- กลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ที่ยืดหยุ่น ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง: ปอร์เช่ขยายความร่วมมือกับ Audi (อาวดี้) ในการใช้โครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ PPE และ PPC เพื่อใช้ทรัพยากรในการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ไว้ผ่านเทคโนโลยีและคุณสมบัติเฉพาะตัว
องค์กรและการดำเนินงาน
ปอร์เช่กำหนดเป้าหมายระยะกลางด้านองค์กรและการสร้างมูลค่า โดยมุ่งลดจุดคุ้มทุนและเสริมความแข็งแกร่งในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ผ่านการปรับองค์กรและกระบวนการทำงานให้รวดเร็ว ยืดหยุ่น และสร้างผลงานได้มากขึ้น ปอร์เช่จะลดระยะเวลาในการพัฒนา ใช้ประโยชน์จากความร่วมมือด้านการจัดซื้อ ลดต้นทุนการผลิต และปรับโครงสร้างการขายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- ปอร์เช่ตั้งเป้าลดต้นทุนการพัฒนารถยนต์ตระกูลใหม่ในอนาคตลงสูงสุด 20 เปอร์เซ็นต์ โดยเน้นลดระยะเวลาการพัฒนาลงอย่างมาก เพิ่มขีดความสามารถภายในองค์กร ปรับกระบวนการพัฒนาให้แบ่งเป็นส่วนที่นำมาใช้ร่วมกันได้มากขึ้น และลดความซับซ้อนของรถยนต์ในแต่ละตระกูล
- ปอร์เช่จะรวมบริษัทในเครือ ปอร์เช่ เอนจิเนียริ่ง (Porsche Engineering) และ ปอร์เช่ ดิจิทัล (Porsche Digital) เข้าด้วยกันภายใต้ชื่อ ปอร์เช่ เทคโนโลยีส์ (Porsche Technologies) เพื่อเสริมขีดความสามารถด้านการพัฒนาของปอร์เช่ทั่วโลก โดยมุ่งใช้ความเชี่ยวชาญจากทั่วโลกให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นด้วยต้นทุนที่ลดลง
- ปอร์เช่วางแผนลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรในการผลิตลงสูงสุด 30 เปอร์เซ็นต์ในระยะกลาง และยังมีโอกาสลดต้นทุนเพิ่มเติมด้วยการปรับขั้นตอนการทำงาน ออกแบบรถยนต์ให้ผลิตได้ง่ายขึ้น และปรับสายการผลิตให้รองรับรถยนต์หลายรุ่นได้อย่างยืดหยุ่น
- ปอร์เช่ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายด้านการขายและการจัดจำหน่ายลง 20 เปอร์เซ็นต์ในระยะกลาง ผ่านแนวทางต่าง ๆ รวมถึงการปรับองค์กรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น ลดจำนวนภูมิภาคการขายจาก 5 เหลือ 4 ภูมิภาค ปรับกระบวนการขายให้ประหยัดต้นทุนมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของตัวแทนจัดจำหน่ายและองค์กรฝ่ายขาย
- ปอร์เช่วางแผนลดต้นทุนวัสดุอย่างครอบคลุม โดยตั้งเป้าลดต้นทุนวัสดุแต่ละรายการสำหรับโครงการรถยนต์รุ่นใหม่ลงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์จากแผนเดิม ด้วยการเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันระหว่างรุ่น ให้ความสำคัญกับส่วนที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะของปอร์เช่ และใช้ประโยชน์จากความร่วมมือกับพันธมิตรและบริษัทในกลุ่มให้มากขึ้น
ปัจจัยสนับสนุน
ปัจจัยสนับสนุนเป็นรากฐานของกลยุทธ์หลักทั้ง 3 ด้านในกลยุทธ์ Sportwagenschmiede ’35 โดยแผนในอนาคตมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นมาตรการที่บริษัทและตัวแทนพนักงานตกลงร่วมกันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะเดียวกันปอร์เช่จะปรับโครงสร้างการบริหารให้กระชับและตัดสินใจได้เร็วขึ้น เพื่อให้องค์กรทำงานได้คล่องตัวและบรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น โดยมีแผนสำคัญดังต่อไปนี้
- ปอร์เช่จะลดจำนวนตำแหน่งผู้บริหารลง 40 เปอร์เซ็นต์ในแผนระยะกลาง
- ปอร์เช่จะลดจำนวนพนักงานรวมทั้งสายงานหลักและสายงานสนับสนุนลง 25 เปอร์เซ็นต์ในแผนระยะกลาง และวางเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการลดจำนวนพนักงานลง 30 เปอร์เซ็นต์
- นอกจากนี้ มาตรการภายใต้แผนปรับองค์กรเพื่ออนาคตจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรลงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์
- ปอร์เช่จะให้ผลตอบแทนโดยพิจารณาจากผลงาน ความรับผิดชอบของแต่ละคน และการมีส่วนร่วมสร้างความสำเร็จให้กับองค์กร จึงจะกำหนดโบนัสและเงินตอบแทนพิเศษให้สอดคล้องกับผลงานของแต่ละคนที่ส่งผลต่อความสำเร็จทางการเงินของบริษัทมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ปอร์เช่ยังได้วางแผนเสนอโครงการให้พนักงานถือหุ้นต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเริ่มดำเนินการในปี 2028
เป้าหมายทางการเงิน
ปอร์เช่มุ่งเสริมความสามารถในการแข่งขันในกลยุทธ์ Sportwagenschmiede ’35 พร้อมให้ความสำคัญกับแนวคิดคุณค่าเหนือปริมาณมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุนและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด โดยปอร์เช่ตั้งเป้าให้รายได้เติบโตเร็วกว่าจำนวนรถยนต์ที่จำหน่าย กำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้ และกระแสเงินสดเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของธุรกิจ โยเคน เบรคเนอร์ (Jochen Breckner) กรรมการบริหารฝ่ายการเงินและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า “การเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและการสร้างกระแสเงินสดตามเป้าหมายของเรา มีพื้นฐานจากมูลค่าต่อรถยนต์หนึ่งคันที่สูงขึ้น สัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์แต่ละรุ่นที่เหมาะสมยิ่งขึ้น และโครงสร้างต้นทุนและเงินทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างยั่งยืน” โดยเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ทางการเงินทั้งระยะกลางและระยะยาวเป็นผลโดยตรงจากแนวทางสำคัญดังนี้
- กลยุทธ์ Sportwagenschmiede ’35 ช่วยขับเคลื่อนความสามารถในการทำกำไร ประสิทธิภาพการใช้เงินทุน และการสร้างกระแสเงินสดของปอร์เช่ โดยปอร์เช่ยืนยันเป้าหมายอัตรากำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายของกลุ่มบริษัทที่ 10–15 เปอร์เซ็นต์ในแผนระยะกลาง
- นอกจากนี้ ปอร์เช่ได้กำหนดเป้าหมายอัตรากระแสเงินสดสุทธิต่อยอดขายของธุรกิจยานยนต์ที่ 9–12 เปอร์เซ็นต์ในแผนระยะกลาง โดยอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ ซึ่งคำนึงถึงปัจจัยลบในปัจจุบันแล้ว ควบคู่กับการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและลดสัดส่วนเงินทุนที่ต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้บริษัทเปลี่ยนผลกำไรเป็นกระแสเงินสดได้ดียิ่งขึ้นจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ
- การบรรลุเป้าหมายในระดับสูงสุดของช่วงที่กำหนดต้องอาศัยสภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจมหภาค ภูมิรัฐศาสตร์ และกฎระเบียบที่ดีขึ้น และ/หรือความสำเร็จในการดำเนินมาตรการสร้างมูลค่าเพิ่มเติม
- ปอร์เช่ตั้งเป้ารายได้จากการขายของกลุ่มบริษัทที่ 41,000–45,000 ล้านยูโรในแผนระยะกลาง
- สำหรับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ระยะยาว ปอร์เช่ตั้งเป้าอัตรากำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายของกลุ่มบริษัทที่ 15 เปอร์เซ็นต์ และอัตรากระแสเงินสดสุทธิต่อยอดขายของธุรกิจยานยนต์ที่ 12 เปอร์เซ็นต์
- ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทั้งด้านกลยุทธ์และการเงิน เพื่อให้ปอร์เช่ลงทุนในธุรกิจหลัก เสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงินด้วยการจัดสรรเงินสมทบเพิ่มเติมสำหรับบำนาญตามความเหมาะสม และจ่ายผลตอบแทนที่น่าสนใจแก่ผู้ถือหุ้น โดยนโยบายการจ่ายเงินปันผลตั้งเป้าอัตราการจ่ายที่ 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปของกำไรสุทธิรวมหลังหักภาษี
- กลยุทธ์ Sportwagenschmiede ’35 มุ่งปรับโครงสร้างธุรกิจให้ปอร์เช่รับมือกับความผันผวนได้ดียิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าถึงจุดคุ้มทุนด้วยยอดขายรถยนต์ต่ำกว่า 200,000 คัน ทั้งนี้ บริษัทใช้ประมาณการสำหรับตลาดจีนอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษเป็นพื้นฐานในการวางแผน
- ปอร์เช่มุ่งรักษาฐานะการเงินให้แข็งแกร่ง โดยตั้งเป้าสภาพคล่องสุทธิที่ 15–20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากธุรกิจยานยนต์
- หลังจากการลงทุนแตะระดับสูงสุดตามที่คาดการณ์ไว้ในปี 2026 ปอร์เช่คาดว่าเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาจะลดลงอย่างมากในระยะกลาง โดยมีเป้าหมายทั้งการลดระดับการลงทุน การกำหนดจุดเน้นในการลงทุนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และการเพิ่มวินัยในการใช้จ่าย
