PTG โชว์ฟอร์ม Q1/69: กำไร Non-Oil พุ่ง-กาแฟพันธุ์ไทยขยายตัวต่อเนื่อง

 PTG โชว์ฟอร์ม Q1/69: กำไร Non-Oil พุ่ง-กาแฟพันธุ์ไทยขยายตัวต่อเนื่อง

บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ธุรกิจ
Non-Oil เติบโตต่อเนื่อง
รับแรงหนุนจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่รายได้และกำไรขั้นต้นเติบโตมากก
ว่า 80% YoY จากการขยายสาขาแตะจำนวน 2,308
สาขาและการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิมผ่านสมาชิกบัตร PT Max
Card และ PT Max Card Plus รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ในเชิงคุณภาพ
ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโต 5.2% YoY
หนุนอัตรากำไรขั้นต้นเติบโต 6.1% YoY ตอกย้ำปี 2569
คงเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40% YoY
และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ระดับ 40-45%
ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย
และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี
เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG
เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
2569) มีผลขาดทุนสุทธิ 174 ล้านบาท เทียบ YoY ที่มีกำไรสุทธิ 186
ล้านบาท หรือขาดทุน 194% YoY
ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญเท่ากับ 205
ล้านบาท เทียบ YoY ที่มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่
190 ล้านบาท พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน 208.1% YoY และ 165.3%
QoQ สาเหตุหลักมาจากธุรกิจ Oil ที่มีกำไรขั้นต้นลดลง 15.9% YoY และ
19.2% QoQ เป็น 2,267 ล้านบาท
จากความไม่สอดคล้องในเชิงเวลาระหว่างต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ปรับ
ตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ใ
นตะวันออกกลาง รวมถึงการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันในประเทศ
ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อลิตรลดลง 20.1% YoY และ 20.3% QoQ
ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโต 5.2% YoY และ
1.5% QoQ สู่ระดับ 1,753 ล้านลิตร
จากความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นกว่าปกติในช่วงเดือนมีนาคม
ขณะที่สัดส่วนอัตรากำไรขั้นต้นเติบโต 6.1% YoY
ส่วนรายได้จากการขายและการให้บริการในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่
56,832 ล้านบาท ลดลง 1.0% YoY แต่เพิ่มขึ้น 0.2% QoQ
มีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ Oil
มีจำนวน 50,312 ล้านบาท ลดลง 3.4% YoY
เป็นผลจากราคาค้าปลีกน้ำมันเฉลี่ยหน้าสถานีบริการที่ปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตามรายได้ธุรกิจ Oil ฟื้นตัวได้ 0.3% QoQ
จากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางที่เพิ่มขึ้น 1.5% QoQ
ทั้งนี้ผลจากต้นทุนคงที่ที่สูงขึ้นตามการขยายสาขา
ประกอบกับแรงกดดันต่อกำไรดำเนินงานจากความผันผวนของธุรกิจ Oil

ส่งผลให้ กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย
(EBITDA) ลดลง 15.0% YoY และ 35.3% QoQ เป็น 1,281 ล้านบาท
“ผลการดำเนินงานไตรมาส1/2569
สะท้อนแรงกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม
ที่เศรษฐกิจเริ่มเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศา
สตร์ในตะวันออกกลาง
ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวผันผวนอ
ย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง
และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในหลายภาคส่วน
ขณะที่ภาคธุรกิจและกำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวได้อย่างจำกัดภายใ
ต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน “
สำหรับธุรกิจ Non-Oil ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง
โดยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 50.6% YoY และ 5.7% QoQ สู่ระดับ 2,001
ล้านบาท
โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างกาแฟพันธุ์ไทย
ที่มีการเติบโตของรายได้และกำไรขั้นต้นมากกว่า 80% YoY
จากการขยายสาขาและการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-
Store-Sales Growth: SSSG) ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจาก Non-Oil
ขยับขึ้นสู่ระดับ 46.9% ของกำไรขั้นต้นรวม
สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ต่อเนื่องของบริษัทฯ
สู่พอร์ตธุรกิจที่มีความสมดุลและยืดหยุ่นต่อความผันผวนของตลาดพลังงา
นมากยิ่งขึ้น
ส่วนรายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ Non-Oil
ในไตรมาส 1/2569 มีจำนวน 6,520 ล้านบาทเติบโต 22.1% YoY
แต่ลดลงเล็กน้อย 0.9% QoQ ซึ่งมาจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย
โดยมีรายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 1,766 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
84.1% YoY และ 8.8% QoQ
ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ในเชิงคุณภาพ โดยจำนวนสาขากาแฟพันธุ์ไทย

ณ สิ้นไตรมาส มีจำนวนสาขาอยู่ที่ 2,308 สาขา เพิ่มขึ้น 56.4% YoY
หรือคิดเป็น 832 สาขา
เทียบเท่ากับอัตราการขยายสาขามากกว่าสองสาขาต่อวัน และเพิ่มขึ้น
7.3% QoQ หรือ 157 สาขา
ธุรกิจก๊าซ LPG มีรายได้ 2,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% YoY และ
1.3% QoQ ได้รับแรงสนับสนุนหลักจากปริมาณการจำหน่ายก๊าซ LPG
ที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเติบโต 2.9% YoY และ 1.5% QoQ เป็น
109 ล้านกิโลกรัม โดยเฉพาะกลุ่มก๊าซ LPG ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
10.7% YoY และ 2.0% QoQ เป็น 26 ล้านกิโลกรัม
ตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดีกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil คิดเป็นสัดส่วน 46.9%
ของกำไรขั้นต้นรวม โดยแบ่งเป็น กำไรขั้นต้นจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย
22.5% ธุรกิจก๊าซ LPG 9.5% และธุรกิจอื่น ๆ อีก 14.9% อาทิ
ธุรกิจน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ธุรกิจ
ศูนย์บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ Autobacs
ธุรกิจร้านอาหารซับเวย์ และธุรกิจน้ำมันเครื่อง Maxnitron เป็นต้น
ในปี 2569 บริษัทฯ ยังคงเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40%
YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil ให้อยู่ที่ระดับ 40-45%
ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย
และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ส่วนธุรกิจ Oil
ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสเงินสดและเสถียรภาพให้แก่กลุ่มบ
ริษัท แม้ในช่วงไตรมาส 1/2569
ธุรกิจพลังงานจะเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการ
ณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
ซึ่งส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในประเทศและสภาวะการแข่งขันในธุรกิ
จค้าปลีกน้ำมัน โดยบริษัทฯ
ยังคงเป้าหมายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางในปี 2569
ตามเป้าที่ระดับ 3%–5% YoY
แม้อยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและตลาดพลังงานที่ยังมีความผันผวน

บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้โครงสร้างกลยุทธ์ “Powering
Thai Lives: Everywhere · Everyday · Everyone” อย่างต่อเนื่อง
ผ่านการเชื่อมโยงธุรกิจ Oil และ Non-Oil ภายใต้ฐานสมสชิก PT Max
Card กว่า 25 ล้านราย
เพื่อเพิ่มความถี่การใช้บริการและมูลค่าต่อลูกค้าภายในระบบนิเวศ Max
World
พร้อมมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภ
าพ
เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคง
ดำเนินต่อไป
นอกจากนี้บริษัทฯ
ยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติของชีวิ
ตประจำวัน ตั้งแต่การเดินทาง
อาหารและเครื่องดื่มไปจนถึงบริการด้านยานยนต์และพลังงานสะอาด
ภายใต้วิสัยทัศน์ “อยู่ดี มีสุข” ที่สะท้อนความตั้งใจของบริษัทฯ
ในการเป็นส่วนหนึ่งของทุกช่วงเวลาในชีวิตของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *