“ความเสถียรของระบบชาร์จ” คือคอขวดใหม่ของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV ไทย

“ความเสถียรของระบบชาร์จ” คือคอขวดใหม่ของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV ไทย

กรุงเทพฯ (7 กันยายน 2569) – ในยุคที่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
ของประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูล
อ้างอิงจากกรมการขนส่งทางบกระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ประเทศไทยมียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) สะสมอยู่ที่ 491,496 คัน
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency:
IEA) ระบุว่าจำนวนจุดชาร์จสาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 12,000 จุดในปี 2568
และประมาณ 60% เป็นจุดชาร์จเร็ว อย่างไรก็ตาม
การเพิ่มขึ้นของจุดชาร์จในขณะนี้ยังไม่สามารถรองรับการเติบโตของจำนวนรถ EV
ในปัจจุบันได้อย่างเต็มที่
ในช่วงปี 2567–2568 ที่ผ่านมา สัดส่วนรถ EV
ต่อจุดชาร์จสาธารณะในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 19 คัน เป็น 30 คันต่อจุด
เมื่อความต้องการใช้งานเพิ่มสูงขึ้น ทุกครั้งที่จุดชาร์จไม่พร้อมให้บริการ
หรือมีการชาร์จไม่สำเร็จ ล้วนยิ่งเพิ่มช่องว่างด้านประสิทธิภาพในการให้บริการ
ซึ่งอาจส่งผลต่อผลตอบแทนทางธุรกิจของผู้ให้บริการสถานีชาร์จ
และลดทอนความเชื่อมั่นของผู้ขับขี่ EV ทั่วประเทศ
จากตัวเลขจำนวนจุดชาร์จ สู่ประสบการณ์ใช้งานจริงของผู้ขับขี่
สำหรับผู้ใช้รถ EV สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศไทยมีจุดชาร์จมากเพียงใด
แต่ยังขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเดินทางไปถึงสถานีชาร์จอีกด้วย

เช่นหากจุดชาร์จเร็วไม่พร้อมให้บริการหรือเกิดปัญหาขัดข้อง
ก็อาจสร้างทั้งความกังวลและความไม่สะดวกให้กับผู้ขับขี่ได้
โดยเฉพาะบนเส้นทางในเมืองที่มีปริมาณการใช้งานสูง
หรือการเดินทางระยะไกลบนทางหลวง
ความพร้อมใช้งานของสถานีชาร์จยังมีผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ
สำหรับผู้ให้บริการสถานีชาร์จ
ทุกช่วงเวลาที่เครื่องไม่สามารถให้บริการได้หมายถึงโอกาสทางรายได้ที่สูญเสียไป
และอาจส่งผลต่อความคุ้มค่าของการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีต้นทุนสูง
ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจรถขนส่ง รถโดยสาร
หรือผู้ให้บริการรถรับส่งผ่านแพลตฟอร์ม อาจต้องเผชิญกับความล่าช้า ต้องหยุดรอ
และการให้บริการที่สะดุด
ในส่วนธุรกิจค้าปลีกและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ติดตั้งจุดชาร์จ EV
ประสบการณ์การชาร์จที่ไม่ราบรื่นก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและประสบการณ์โดยร
วมของลูกค้าได้เช่นกัน

ความท้าทายของระบบชาร์จในประเทศไทย
ระบบชาร์จเร็วเป็นอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนสูง
โดยภายในเครื่องต้องผสานการทำงานของหลายระบบเข้าด้วยกัน
ทั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังสูง ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว
ระบบสื่อสารผ่านเครือข่ายมือถือ และระบบยืนยันการชำระเงินภายในอุปกรณ์เดียว
การใช้งานในประเทศไทยจึงต้องเผชิญกับทั้งปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและการปฏิบัติ
งาน ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิสูงต่อเนื่อง ความชื้นสูง ฝนตกหนักตามฤดูกาล
รวมถึงปริมาณการใช้งานที่สูงในสถานีตามเมืองใหญ่และเส้นทางระหว่างเมือง

นอกจากนี้ ตลาดรถ EV
ของประเทศไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วยังมาพร้อมกับความหลากหลายของรุ่นรถ
รูปแบบแบตเตอรี่ และระบบซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน
ซึ่งเพิ่มความท้าทายในการทำให้ระบบชาร์จสามารถทำงานได้อย่างสม่ำเสมอในรถแ
ต่ละรุ่น ประสบการณ์จากอุตสาหกรรม EV ทั่วโลกพบว่า
ระบบชาร์จรุ่นเก่ามักประสบปัญหาในการรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อสื่อสารของรถรุ่
นใหม่ โดยความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในขั้นตอนการยืนยันตัวตน
การเชื่อมต่อระหว่างซอฟต์แวร์ของรถและเครื่องชาร์จ หรือระบบล็อกหัวชาร์จ
ก็อาจทำให้การชาร์จหยุดชะงักโดยไม่คาดคิดได้
ด้วยเหตุนี้ การวัดเพียง “Uptime”
หรือระยะเวลาที่เครื่องชาร์จออนไลน์และพร้อมให้บริการ จึงอาจยังไม่เพียงพอ
เพราะแม้เครื่องชาร์จจะแสดงสถานะว่าเชื่อมต่ออยู่กับระบบ
แต่ก็ยังอาจเกิดปัญหาในขั้นตอนการยืนยันตัวตนของผู้ขับขี่
หรือระหว่างการจ่ายไฟได้
การประเมินประสิทธิภาพของสถานีอย่างรอบด้านจึงควรพิจารณาทั้งความพร้อมใช้งา
นของหัวชาร์จแต่ละจุด อัตราความสำเร็จในการชาร์จตั้งแต่ครั้งแรก
ความเร็วในการชาร์จ และระยะเวลาเฉลี่ยในการซ่อมแซม (Mean Time to Repair:
MTTR)

คุณคาร์โล เชคคี ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดใหม่ ของ เคมพาวเวอร์
คุณคาร์โล เชคคี ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดใหม่ ของ เคมพาวเวอร์ กล่าวว่า
“ตัวชี้วัดที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าสถานีชาร์จปรากฏอยู่บนแผนที่หรือไม่
แต่คือเมื่อผู้ขับขี่เดินทางไปถึงแล้ว
สามารถเชื่อมต่อและชาร์จรถได้ตามที่คาดหวังตั้งแต่ครั้งแรก
โดยไม่ต้องลองใหม่อีกครั้งต่างหาก” เขายังเสริมอีกว่า “เมื่อจำนวนรถ EV

ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
การชาร์จที่สำเร็จในแต่ละครั้งจะยิ่งกลายเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดของความเชื่อมั่นที่
ผู้ใช้งานมีต่อระบบนิเวศ EV ทั้งระบบ”
ก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยระบบ Modular ที่ยังคงให้บริการได้แม้เกิดปัญหา
เครื่องชาร์จเร็วแบบ Stand-alone
ทั่วไปมีข้อจำกัดจากการพึ่งพาระบบกันภายในเครื่องเดียว
หากส่วนประกอบสำคัญภายในเกิดขัดข้อง
เครื่องชาร์จทั้งชุดอาจไม่สามารถให้บริการได้ ในทางกลับกัน ระบบ Modular
จะใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป โดยมีการรวมโมดูลกำลังไฟไว้ในระบบกลาง
และสามารถจัดสรรกำลังไฟไปยังหัวชาร์จหลายจุดได้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการ
หากโมดูลใดโมดูลหนึ่งเกิดปัญหา ระบบสามารถแยกโมดูลนั้นออกเพื่อซ่อมบำรุง
ขณะที่โมดูลและหัวชาร์จส่วนที่เหลือยังสามารถให้บริการต่อได้ แม้กำลังไฟอาจลดลง
แต่ไม่จำเป็นต้องปิดให้บริการทั้งสถานี
แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า Graceful Degradation
หรือการออกแบบให้ระบบยังคงทำงานต่อได้แม้ประสิทธิภาพลดลงบางส่วน
ซึ่งช่วยให้สถานีชาร์จยังสามารถให้บริการได้แทนที่จะหยุดทำงานทั้งหมด
โดยเฉพาะในจุดพักรถขนส่งและเส้นทางคมนาคมสำคัญที่ต้องการความต่อเนื่องในกา
รใช้งาน
โครงสร้างแบบ Modular
ยังช่วยให้สามารถขยายระบบได้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการ
ผู้ให้บริการสามารถทยอยเพิ่มโมดูลกำลังไฟหรือจุดชาร์จเพิ่มเติมได้เมื่อปริมาณการใ
ช้งานเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเดิมทั้งหมด ระบบ Modular
จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กำลังไฟจากโครงข่าย
และลดความเสี่ยงจากการลงทุนในอุปกรณ์ที่มากเกินความจำเป็น

ข้อมูลการใช้งานทั่วโลก สะท้อนความน่าเชื่อถือที่พิสูจน์ได้
ข้อมูลเชิงลึกของ เคมพาวเวอร์ มาจากประสบการณ์การใช้งานจริงในตลาดทั่วโลก
ครอบคลุมการชาร์จมากกว่า 43 ล้านครั้ง ผ่านจุดชาร์จกว่า 33,000 จุด ในกว่า 60
ประเทศทั่วโลก โดยมีรายงาน Uptime ของเครื่องชาร์จมากกว่า 99%
จากการวิเคราะห์ข้อมูลการชาร์จกว่า 13 ล้านครั้ง พบว่า
ในจำนวนการชาร์จที่ไม่สำเร็จ มีเพียง 19%
ที่เกิดจากปัญหาทางเทคนิคของฮาร์ดแวร์ ขณะที่อีก 81%
เกิดจากปัจจัยด้านผู้ใช้งานหรือการสื่อสารระหว่างระบบ เช่น
การยืนยันตัวตนที่ใช้เวลานานเกินกำหนด การเชื่อมต่อสายชาร์จไม่สมบูรณ์
หรือความไม่เข้ากันระหว่างระบบสื่อสารของรถและเครื่องชาร์จ
การรับมือกับความท้าทายด้านความน่าเชื่อถือของระบบชาร์จในประเทศไทย
จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์
ระบบติดตามข้อมูลผ่านคลาวด์
รวมถึงการออกแบบสถานีที่ใช้งานง่ายให้เป็นระบบเดียวกัน
การวิเคราะห์ข้อมูลการชาร์จแบบเรียลไทม์ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบความ
ผิดปกติของระบบจากระยะไกล
และยังสามารถอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อแก้ไขปัญหาได้ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ขับขี่
“ความน่าเชื่อถือสามารถวัดผลได้ แต่ต้องวัดจากมุมมองของผู้ขับขี่” คุณเชคคี กล่าว
“ทั้ง Uptime อัตราความสำเร็จในการชาร์จ
ความรวดเร็วในการระบุสาเหตุของปัญหา และความสามารถในการทำให้ส่วนอื่นๆ
ของสถานียังคงให้บริการได้เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง
ล้วนเป็นตัวชี้วัดที่ต้องพิจารณาร่วมกัน

บทเรียนจากตลาดทั่วโลกชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
ระบบชาร์จที่เชื่อถือได้เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของสถาปัตยกร
รมระบบ ซอฟต์แวร์ และรูปแบบการให้บริการ”
ยกระดับตัวชี้วัดใหม่สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน EV ไทย
นโยบาย 30@30
ของประเทศไทยมีส่วนสำคัญในการเร่งการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและผลักดันตลาดไปสู่ก
ารยอมรับรถ EV ในวงกว้าง ดังนั้น
มาตรฐานของอุตสาหกรรมจึงควรพัฒนาจากการให้ความสำคัญกับ “จำนวนอุปกรณ์”
ไปสู่การวัด “ประสิทธิภาพในการใช้งานจริง” มากขึ้น
สำหรับภาครัฐและนักลงทุน
เกณฑ์ด้านประสิทธิภาพควรถูกนำมาพิจารณาในกระบวนการจัดซื้อ
มาตรการสนับสนุน และข้อตกลงสัมปทาน
ควบคู่ไปกับจำนวนอุปกรณ์หรือกำลังไฟสูงสุดของเครื่องชาร์จ
ขณะที่ผู้ให้บริการสถานีชาร์จควรให้ความสำคัญกับระบบฮาร์ดแวร์แบบ Modular
ที่มีระบบสำรอง การติดตามข้อมูลในระดับหัวชาร์จ และการรายงาน Uptime
อย่างโปร่งใส สำหรับผู้ประกอบการรถขนส่งเชิงพาณิชย์
ควรพิจารณาทั้งความสะดวกในการบำรุงรักษา ความสามารถในการขยายระบบแบบ
Modular และการมีระบบสำรองภายในสถานี
เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of
Ownership: TCO)
ความสำคัญของประเด็นดังกล่าวจะยิ่งเห็นได้ชัดบนเส้นทางที่เชื่อมกรุงเทพฯ
กับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
เส้นทางระยะไกลสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
รวมถึงลานจอดรถกองยานพาหนะ
ซึ่งไม่สามารถหยุดรอช่างเทคนิคหรือเปลี่ยนไปใช้สถานีอื่นได้โดยง่าย ท้ายที่สุด
ความน่าเชื่อถือของระบบชาร์จคือรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่น
และจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดว่าแรงขับเคลื่อนของตลาด EV
ไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนเพียงใด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *